• โปรแกรมปรับรูปหน้าเรียว

    • Botox  ลดกราม  ปรับรูปหน้า ได้จริงหรือ
      การฉีด โบท็อกซ์ Botox  เพื่อลดกราม ทำให้หน้าเรียว เหมาะสำหรับคนที่ต้องการปรับรูปหน้า  เนื่องจากเป็นสารบริสุทธิ์โบท็อกซ์ Botox ที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์มานานกว่า 20 ปี ว่าสามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ  จึงสามารถลบริ้วรอยที่มีและป้องกันการเกิดรอยลึกในอนาคตได้เป็นอย่างดี  ซึ่งยังมีการนำมาแก้ไขในเรื่องการปรับสภาพรูปหน้า สำหรับคนที่มีปัญหาโหนกใหญ่และกรามเหลี่ยม  ทีมแพทย์จะเลือกจุดในการฉีดโบท็อกซ์ Botox เพื่อทำการปรับรูปหน้า โหนกแก้ม และกรามเพื่อให้ออกมาเรียวสวยได้รูป  

      นอกจากลดกรามแล้ว โบท็อกซ์ยังช่วยลบริ้วรอยให้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ตรวจสภาพผิวของลูกค้าก่อนฉีดโบท็อกซ์ Botox คุณจึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย  ซึ่งการฉีดใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีต่อครั้ง เท่านั้น แล้วคุณก็สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ  เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ  4 – 7 วัน ริ้วรอยต่างๆ ก็จะเลือนหาย ผิวเรียบตึงดูอ่อนเยาว์ และกรามที่เคยเป็นเหลี่ยมก็จะเข้าที่และหน้าดูเรียว

      ขั้นตอนการฉีด โบท็อกซ์ Botox
      การฉีดสารโบท็อกซ์ Botox ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที โดยแพทย์จะใช้ยาชา ก่อนการใช้เข็มที่มีขนาดเล็กที่สุด และสารโบท็อกซ์ Botox ปริมาณเพียงเล็กน้อย ในขณะฉีดอาจจะรู้สึกเจ็บนิดหน่อยคล้ายกับกำลังถูกมดกัด เมื่อฉีดเสร็จแล้วสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องทำการพักฟื้นแต่อย่างใด

      สารโบท็อกซ์ Botox  ออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน
      สารโบท็อกซ์ Botox จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากที่ฉีดไปแล้วประมาณ 2-3 วัน และเริ่มเห็นผลผ่านใน 7-14 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมไปถึงขนาดของยาที่ฉีดเข้าไปและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

      ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน
      สารโบท็อกซ์ Botox สามารถคงอยู่ออกฤทธิ์ต่อได้ประมาณ 6-8 เดือน เมื่อหมดฤทธิ์แล้ว สามารถทำการฉีดซ้ำได้อีก แต่ไม่ควรทิ้งช่วงห่างหลังจากสารหมดฤทธิ์แล้วนานเกิน 6 เดือน  การวิจัยพบว่า ถ้าหากฉีดสารโบท็อกซ์ Botox เพื่อช่วยในการยุบกรามให้เล็กลงติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป จะมีโอกาสทำให้กรามเล็กลงอย่างถาวร

      ข้อควรระมัดระวังที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการฉีดสสารโบท็อกซ์ Botox 
          1. คุณผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่ ห้ามเข้ารับการฉีดสารโบท็อกซ์ Botox โดยเด็ดขาด
          2. งดการรับประทานยาประเภทแอสไพรินและยาปฏิชีวนะก่อนการฉีดสารโบท็อกซ์ Botox

      ข้อห้ามที่สำคัญหลังจากที่ทำการฉีดสารโบท็อกซ์
          1. ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบ หลังจากฉีดสารโบท็อกซ์ ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
          2. งดการนวดหน้า หรือการกดจุดบนใบหน้า ประมาณ 2 สัปดาห์
          3. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น ประมาณ 2 สัปดาห์
          4. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่มีเนื้อแข็งๆ หรือเหนียวๆที่เคี้ยวยาก เช่น น้ำแข็ง ซี่โครง กระดูกอ่อน ข้าวเหนียว หมากฝรั่ง เป็นต้น การเคี้ยวสิ่งเหล่านี้มากๆ จะเสมือนเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามเกิดการทำงานมากขึ้น ทำให้มีโอกาสกลับมามีขนาดใหญ่เหมือนเดิมได้อีก
          5. งดดื่มแอลกฮอลล์ เป็นเวลาประมาณ 1 วัน หลังจากการฉีด
          6. หลีกเลี่ยงความร้อน การใช้แสงเลเซอร์ และคลื่นไฟฟ้าในบริเวณที่ฉีดเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์

  • การร้อยไหมหน้าเรียว

    • การร้อยไหม เป็นวิธีการศัลยกรรมแบบหนึ่ง เป็นการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อยไหมที่ใช้สำหรับทำใบหน้าให้เรียวสวย ส่วนใหญ่เป็น “ไหมละลาย” ซึ่งเป็นการยกกระชับ เก็บเหนียง ปรับรูปหน้าทำให้ใบหน้าเรียว (V-Shape)ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าจริงๆ ควรเลือกใช้ ไหมละลายแบบมีเขี้ยวมากกว่า ซึ่งการรักษาจะใช้ไหมมีเขี้ยวเกี่ยวชั้นใต้ผิวหนังและดึงขึ้น เพื่อล็อกเนื้อเยื่อโดยใช้ปริมาณเต็มที่ ไม่เกิน 10 เส้น ก็สามารถปรับโครงสร้างใบหน้าได้ หลังจากรับการร้อยไหมแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไหมออกไปภายใน 6 เดือน และจะกระตุ้นเซลล์ ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนให้มาพันรอบแนวเส้นไหม ซึ่งทำให้ผิวมีการดึงรั้ง

      การร้อยไหม จะทำให้ผิวจึงเต่งตึงเรียบกระชับ และปรับรูปให้หน้าเรียวขึ้น ช่วยทำให้เลือดไหลเวียน ไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดีขึ้นซึ่งการร้อยไหมด้วยไหมละลาย จึงเป็นการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมกับยกกระชับให้ใบหน้าเรียว ไปในตัว
      ข้อดีของการร้อยไหม คือ ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการ ร้อยไหม สามารถอยู่ได้นานและสามารถทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟซึ่งการร้อยไหม นอกจากจะเห็นผลทันที หลังทำแล้ว ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที ขณะที่ไหมละลาย อยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้น สร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงยกกระชับมากขึ้น และได้ผลต่อเนื่องนาน

      ข้อเสียของการร้อยไหม คือ เจ็บ แต่มีการฉีดยาชา และหลังจากร้อยไหม อาจอาการบวมแดง รอยช้ำตามแนวการสอดไหม
      การร้อยไหมทองคำ ไม่สามารถแก้ไข หรือเอาออกได้ เนื่องจาก ทองคำถูกพังผืดยึดเอาไว้ หากไปดึงออกมาก็จะทำให้ผิวบุ๋ม จนเสียโฉมได้ เหมือนดึงรากต้นไม้ขึ้นมาหน้าดินก็จะแตกนอกจากนี้ การร้อยไหมแบบถาวร ก็ถือเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน เพราะจะก่อให้เกิดเนื้องอกของสิ่งแปลกปลอมได้ เนื่องจาก รูปหน้าคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที

      เมื่อร้อยไหมแบบถาวร หากวันหน้า มีการหย่อนคล้อยก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ สิ่งแปลกปลอม ก็จะเยอะสะสมจนเป็นเนื้องอกขึ้น 

      สำหรับผู้ที่ต้องการร้อยไหม ขอแนะนำให้สำรวจตัวเองก่อนว่า ใบหน้าของเรามีปัญหา ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการร้อยไหมจริงๆ หรือไม่ เช่น วัยขึ้นเลขหลัก 3 ใบหน้าหย่อน ตก ไม่แน่นกระชับ และต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำปรึกษาก่อน แต่ไม่ควรปรึกษาเพียงท่านเดียว ต้องมีการศึกษาข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแพทย์ด้วย โดยอาจดูจากใบประกาศนียบัตรการอบรม ซึ่งหากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง จะเข้าใจปัญหาและจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่คนไข้ เพื่อให้คนไข้ ได้เลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

  • ศัลยกรรมเสริมจมูก (Rhinoplasty)

    • จมูกเป็นอวัยวะที่สำคัญบนใบหน้า เนื่องจากเป็นจุดเด่นที่สุด จมูกที่สวยเข้ารูปรับกับใบหน้า สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพอันสง่างามและสร้างความมั่นใจให้กับคุณได้เป็นอย่างดี  การเสริมจมูก เป็นการตกแต่งทำจมูก ให้มีรูปร่างสวยงาม สูงขึ้น และรับกับใบหน้า  เหมาะสำหรับผู้ที่มีโครงสร้างจมูกแบน และต้องการเสริมจมูกในแนวกลางจมูก วัสดุที่ได้รับความนิยมในการเสริมคือ วัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นมาเอง (ซิลิโคน) เหมาะสำหรับการผ่าตัดเพื่อความงาม เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งได้รับการรับรองแล้วว่าไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ซิลิโคนมาเหลาเองเพื่อให้เข้ากับโครงหน้าของท่านมากที่สุดเพื่อความสวยที่สุด โดยการผ่าตัดแบบซิลิโคนนั้นจะ ซ่อนแผลผ่าตัดไว้ด้านใน ทำให้เรามองไม่เห็นรอยแผล

      การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก
      -  หมั่นตรวจสอบสุขภาพตนเอง หรือตรวจเช็คสุขภาพประจำปี แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ประวัติการแพ้ยารับประทาน หรือยาชา ยาสลบ ให้แพทย์ทราบ สำหรับผู้หญิงควรให้ข้อมูลการมีประจำเดือนให้ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบต่อการตั้งครรภ์
      -  งดหรือเลิกสูบบุหรี่ อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนและหลังผ่าตัด เพราะสารที่อยู่ในบุหรี่จะทำลายเซลล์ที่จะซ่อมแซมการหายของแผล และมีผลทำให้เลือดที่จะมาหล่อเลี้ยงบริเวณผ่าตัดลดลง มีโอกาสทำให้ผิวหนังที่ผ่าตัดขาดเลือด หายช้า เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
      -  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในคืนก่อนผ่าตัด และ 1สัปดาห์หลังผ่าตัด
      -  งดกลุ่มยาที่จะมีผลต่อการหยุดเลือด เช่น แอสไพริน อย่างน้อยสองสัปดาห์ก่อนการผ่าตัด และวิตามินอาหารเสริมต่างๆ เช่น วิตามินอี  น้ำมันปลา เมล็ดองุ่น ใบแปะก๊วย โสม
      -  เตรียมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่ง่าย หากจะทำการผ่าตัดบริเวณใบหน้าให้งดการแต่งหน้า
      -  เตรียมภาวะจิตใจให้พร้อม ไม่ตื่นเต้นมากกว่าความเป็นจริง และควรรับทราบว่าหลังการผ่าตัดมีโอกาสเกิดรอยช้ำและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเข้าที่หรือความเคยชินกับภาพลักษณ์ใหม่
      -  เตรียมภาวะจิตใจให้พร้อม ไม่ตื่นเต้นมากกว่าความเป็นจริง และควรรับทราบว่าหลังการผ่าตัดมีโอกาสเกิดรอยช้ำและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเข้าที่หรือความเคยชินกับภาพลักษณ์ใหม่

      ขั้นตอนการเสริมจมูก
      -  ทำความสะอาดบริเวณโพรงจมูก รอบจมูกๆและบริเวณที่จะทำการผ่าตัดให้เรียบร้อย
      -  ฉีดยาชาบริเวณที่จะทำการเสริมจมูกหรือใช้ยานอนหลับที่ออกฤทธิ์ในระยะสั้นเพื่อคลายความกังวล
      -  ทำการแยกเนื้อเยื่อและส่วนต่างๆออกจากกัน
      -  หลังจากนี้จะเป็นเทคนิคของแพทย์แต่ล่ะท่านซึ่งแต่ละคนจะทำไม่เหมือนกันในการใส่ซิลิโคนเพื่อเสริมเข้าไป
      -  ใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมงในการผ่าตัดเสริมจมูก
      -  นอนพัก 1 ชั่วโมง พอให้ฤทธิ์ยาคลายจึงกลับบ้านได้

  • แก้ไขเสริมจมูก (Revision Rhinoplasty)

    • การผ่าตัดเสริมจมูก ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ ซิลิโคนบิดเบี้ยว เคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิมหรือไม่แน่น ซิลิโคนที่มีการเคลื่อนที่นั้น สาเหตุเกิดมาจาก ตำแหน่งการวางของซิลิโคน ระหว่างกระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อไม่ถูกที่ และเนื้อบนผิวจมูกเกิดดันแท่งซิลิโคน ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวได้ เมื่อซิลิโคนที่อยู่ใต้ผิวหนังไม่แน่นหรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่พอดีกับโครงจมูก ผิวหนังบริเวณปลายจมูกบาง เมื่อเวลาผ่านไป อาจทำให้เกิดการทะลุของแท่งซิลิโคนออกทางปลายจมูก ในกรณีที่ซิลิโคนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่พอใจหรือเคลื่อนที่ การทำการผ่าตัดแก้ไขจมูกนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะสามารถ แก้ปัญหาให้จมูก ได้รูปทรงที่ต้องการ ก่อนทำการผ่าตัดแก้ไขจำเป็นต้อง ปรึกษาแพทย์เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพื่อให้ได้รูปแบบจมูกที่ต้องการ บางกรณีอาจจะต้องใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆของร่างกาย  ดังนั้นควรทำความเข้าใจวิธีการผ่าตัดแก้ไข และผลที่จะตามมา ก่อนตัดสินใจทำการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ในการตัดสินใจว่าเมื่อไรควรจะรับการแก้ไขผ่าตัดนั้น สิ่งที่สำคัญคือ วิธีการ และ ประเภทของการผ่าตัดครั้งก่อนหน้านี้  การผ่าตัดขั้นพื้นฐาน เช่น  สันจมูกที่โด่ง และปลายจมูกที่เชิด หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดมาก่อนหน้านี้ ควรต้องรับการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ภายใน 10 วัน หรือไม่เช่นนั้นก็รอไปอีก 6 เดือน จึงจะสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ แต่ในกรณีที่กระดูกอ่อนถูกตัดออกไป หรือ แผลที่ได้รับจากการผ่าตัดก่อนหน้านี้ เกิดเป็นแผลที่แข็ง หรือ เนื้อเยื่อที่จมูกไม่เพียงพอ ในกรณีเหล่านี้ ควรจะรอไปก่อนประมาณ 1-2 ปี ก่อนทำการผ่าตัดแก้ไข

      ผู้ที่ควรได้รับการผ่าตัดแก้ไขจมูก
                -  ผลข้างเคียง จากการผ่าตัดที่ผ่านมา จมูกบิดเบี้ยว ซิลิโคนเกิดการทะลุที่ปลายจมูก เกิดการอักเสบติดเชื้อ  จมูกต่ำเกินไป สาเหตุเหล่านี้ทำให้ต้องงทำการผ่าตัดแก้ไขอีกครั้งในกรณีเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ ดังนั้น ไม่ควรกังวลอยู่คนเดียว ควรมารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อทำการผ่าตัดแก้ไข และได้จมูกที่สวยงาม

                -  ผลการผ่าตัดครั้งแรกไม่เป็นไปตามที่ต้องการ รูปแบบ หรือความสูง ของจมูกและปลายจมูกนั้น ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ต้องการผ่าตัดแก้ไข สิ่งสำคัญในการผ่าตัดแก้ไขนั้น ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องกับรูปแบบที่ต้องการ และมั่นใจว่ารูปแบบนั้นจะออกมาเหมาะสมรับกับใบหน้าเมื่อผ่าตัดแล้ว ได้รูปแบบจมูกที่ต้องการ แต่อาจจะไม่รับกับใบหน้าได้ ดังนั้น ควรจะปรึกษากับแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขซ้ำอีก

  • การผ่าตัดปีกจมูก (Alar rim Resection)

    • การผ่าตัดปีกจมูก คือการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่างให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูก และจมูกส่วนบน แก้ไขปีกจมูกที่ใหญ่ลดขนาดรูจมูกที่กว้าง และตัดปีกจมูกที่กางออก ปีกจมูกมีโครงสร้างที่สำคัญคือกระดูกอ่อน (Cartilage) มีลักษณะคล้ายเป็นแกนในของปีกจมูก ทำให้มีรูปทรงอยู่ได้ ถ้ามีความผิดปกติกับกระดูกอ่อน จะทำให้ลักษณะปีกจมูกผิดรูปด้วย จึงต้องแก้ไขโดยการผ่าตัดแก้ไขกระดูกอ่อน ปีกจมูกที่ใหญ่ รูจมูกที่กว้าง และปีกจมูกที่กางออกด้านข้างมากๆ สามารถผ่าตัดแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่การลดขนาดปีกจมูก โดยมากมักจะแก้ไขเฉพาะส่วนปีกด้านข้าง ซึ่งมีผิวหนังและกล้ามเนื้อเท่านั้นไม่มีกระดูกอ่อนและแผลผ่าตัดทั้งหมด จะซ่อนบริเวณขอบของปีกจมูก ทำให้เห็นแผลเป็นได้ยากมาก จะได้จมูกที่เรียวได้รูปทรงรับกับสันจมูก ลดรูจมูกที่ใหญ่ เพิ่มความลงตัวที่สวยงามให้กับใบหน้า เพียงการแก้ไขในจุดที่เล็กน้อยแต่ได้ประสิทธิผลเกินคุ้มจริงๆ  การผ่าตัดปีกจมูกเป็นการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่าง ให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูกและจมูกส่วนบน โดยแพทย์จะแก้ไขปีกจมูกที่ใหญ่ตัดปีกจมูกที่กางและลดขนาดรูจมูกที่กว้างให้เล็กลง ซึ่งการผ่าตัดลดขนาดปีกจมูก แพทย์จะกำหนดขนาดของปีกและรูจมูกที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงโครงหน้าและฐานจมูกเป็นสำคัญ โดยมากมักจะแก้ไขเฉพาะส่วนปีกจมูก จึงแทบมองไม่เห็นแผลเป็น

      ขั้นตอนการผ่าตัด 
      1. ทำความสะอาดบริเวณที่จะผ่าตัด และโพรงจมูก
      2. ให้ยานอนหลับชนิดที่มีฤทธิ์สั้น เพื่อให้คลายความวิตกกังวลและเมื่อฉีดยาชาจะไม่รู้สึกเจ็บ
      3. ให้ยาชาเฉพาะที่บริเวณปีกจมูก
      4. ทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออก และปรับฐานปีกจมูกใหม่ขั้นตอนนี้แพทย์จะสามารถกำหนดความกว้างของรูจมูกได้ด้วย
      5. เย็บปิดแผล (วัสดุที่ใช้เย็บแผลขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์)

      ระยะเวลาในการผ่าตัดและการฟักฟื้น 
      -  ใช้เวลาเพียง 30 - 45 นาทีในการผ่าตัดปีกจมูก หลังการผ่าตัดนอนพักประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อประคบผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็ง และให้หมดฤทธิ์ยานอนหลับ แล้วก็สามารถกลับบ้านได้ แพทย์จะนัดมาตัดไหมใน 5-7 วัน

      วิธีการดูแลหลังการผ่าตัดปีกจมูก
      1. นอนศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม
      2. ประคบด้วยผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งประมาณ 2-3 วัน
      3. พลาสเตอร์ที่ปิดแผลไว้ สามารถเอาออกได้ในวันที่ 3
      4. ใช้ไม้พันสำลีป้ายยาหรือขี้ผึ้งปฏิชีวนะทาแผลที่ผ่าตัด วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น และไม่ควรให้แผลถูกน้ำ
      5. ทานยาตามแพทย์สั่ง
      6. มาพบศัลยแพทย์ตามนัดเพื่อตัดไหม

      วิธีดูแลตัวเองหลังทำจมูก
      1. ประคบเย็นทันที หลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดยใช้เจลแพ็ค หรือผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งสลับกันนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบลงบนเปลือกตาทั้งสองข้างแนบกับจมูกและบริเวณหน้าผากเหนือคิ้ว  หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องประคบต่อ อาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-14 วันแล้วจะค่อยๆยุบลง โดยช่วงหัวตาจะยุบช้าที่สุด ดังนั้นหากรู้สึกว่าหัวตาดูโตไม่ต้องกังวล
      2. นอนยกหัวสูง หรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมจนตาปิดช่วง 3-4 วันแรกเป็นอาการปกติ และช่วง 8 วันแรกยังไม่ต้องอารมณ์เสียกับรูปทรงจมูกเพราะอาการบวมยังมีมากอยู่จนไม่อาจ ทราบทรงจมูกที่แท้จริงได้ อาการบวมช้ำจะยาวนานแตกต่างกันไปในแต่ละรายช่วง 4-14 วัน ไม่ต้องวิตกกังวลและไม่ควรส่องกระจกประเมินทรงจมูกในช่วงแรก
      3. ห้ามแผลผ่าตัดโดนน้ำ 7 วัน (กรณีที่มีการผ่าตัดกระดูกอ่อนหลังหูด้วย ห้ามแผลหลังหูโดนน้ำ 7 วัน) ดังนั้น การทำความสะอาดหน้า 3-4 วันแรกให้ผ้าขนหนูหรือสำลีชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเช็ดทั่วใบหน้า หลีกเลี่ยงสัมผัสบริเวณดั้งจมูก
      4 .ผู้เข้ารับการผ่าตัดจึงควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงฝุ่นที่เป็นสาเหตุให้แพ้อากาศ หากมีน้ำมูกให้รีบทานยาแก้แพ้ทันที หลีกเลี่ยงการไอ จาม และห้ามสั่งน้ำมูก
      5. ทานยาที่แพทย์สั่ง   หลังจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนหมดแล้วไม่ต้องซื้อรับประทานเองเพิ่ม ให้ทานได้เฉพาะยาแก้ปวดพาราเซตามอนเท่านั้น
      6. ในช่วง 3-4 วันแรกคนไข้อาจมีอาการน้ำเหลืองหรือเลือดจางๆซึมออกมาจากแผล ให้ใช้คัตตอนบัดซับเบาๆ และแต้มเบตาดีนในบริเวณที่มีน้ำเหลืองซึมออกมา ห้ามเช็ดหรือถูโดยเด็ดขาด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลในทุกกรณี  ส่วนอาการเจ็บปวดบริเวณแผลในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกเป็นอาการปกติ อาจเกิดขึ้นได้ในบางราย
      7. ในวันที่ 5 หลังการผ่าตัดให้แกะเฝือกที่ติดจมูกออกได้โดยใช้น้ำอุ่นลูบเบาๆเพื่อให้เทปกาวละลายและลื่น ซึ่งอาจใช้เวลานานพอสมควร
      8. สามารถใช้ยารักษาแผลเป็นได้หลังแผลแห้งแล้วเท่านั้น สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 10-14 หลังวันที่ตัดไหมแล้ว
      9.ในกรณีตัดปีกจมูก คนไข้ไม่ต้องตกใจหากแผลมีอาการแฉะ สามารถกดและซับบริเวณที่แฉะ และใช้ไม้พันสำลีชุบเบตาดีนแต้มเบาๆครั้งเดียวเท่านั้นและปล่อยให้แผลแห้ง ห้ามเช็ดหรือถูโดยเด็ดขาด (ไม่ควรใช้เบตาดีนบ่อย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลในทุกกรณี ควรปล่อยให้แผลแห้งตามธรรมชาติ)
      10. ต้องมาตรวจซ้ำตามใบนัด หากมีอาการเอียงแพทย์จะสามารถใช้มือดัดแก้ไขให้ตรงได้ทันเวลา
      11. รับประทานอาหารอ่อนๆในช่วง 3-4 วันแรก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระแทกและขยับเขยื้อนของจมูก รวมไปถึงอาหารรสเผ็ดที่จะทำให้มีน้ำมูกไหลได้
      12. ห้ามคาดเดารูปทรงในช่วง 2-6 สัปดาห์แรก จะทำให้คนไข้เกิดอาการวิตกกังวลในรูปทรง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ยังมีอาการบวมอยู่

  • ศัลยกรรมเสริมคาง (Chin Augmentation)

    • ศัลยกรรมเสริมคาง เป็นอีกหนึ่งการศัลยกรรมเพื่อการปรับแต่งรูปหน้า เพราะขนาดของคางเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดมิติของใบหน้าส่วนล่าง ผู้ที่มีคางสั้น คางเล็ก คางไม่มีความนูน หรือคางร่นมาด้านหลัง ทำให้ใบหน้าดูกลม หน้าสั้น ส่วนกลางของใบหน้าดูกว้าง คอดูมีเนื้อเยอะ ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ที่ไม่สวยงาม สามารถแก้ไขโดยการเสริมคาง ทำให้สามารถมองเห็นรูปคางได้ชัดเจน ใบหน้าส่วนล่างก็จะดูมีมิติ มีสมดุล เติมเต็มคางให้สวยงาม บางคนมีรูปใบหน้าเหลี่ยมต้องการให้ลดเหลี่ยมการเสริมคางก็สามารถปรับให้หายเหลี่ยมได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องตัดกรามเลย  การทำศัลยกรรมเสริมคางจะช่วยปรับรูปหน้า จากการที่ทำศัลยกรรมแล้วคางจะนูนขึ้น กว้างขึ้น ทำให้หน้าดูยาวขึ้นได้ด้วยนอกจากการศัลยกรรมเสริมคางแล้ว ยังมีการศัลยกรรมเกี่ยวกับคางอีกอย่างหนึ่ง คือ "การศัลยกรรมเลื่อนคาง" (Sliding Genioplasty หรือ Chin Advancement) มักทำในกรณีคนที่มีคางสั้นมาก ๆ และร่นไปอยู่ด้านหลังเยอะ ซึ่งหากใช้ซิลิโคนเสริมก็ต้องเป็นซิลิโคนชิ้นใหญ่ และดูไม่เป็นธรรมชาติ ศัลยแพทย์จะทำการเลื่อยกระดูกส่วนคางในแนวนอน และทำการเลื่อนตำแหน่งออกมาด้านหน้าจากนั้นจึงใช้ น๊อตพิเศษยึดเอาไว้ ก็จะทำให้ใบหน้าที่เคยดูอูมกลม กลับมาได้สัดส่วนและดูเรียวมีมิติมากขึ้น

      การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมเสริมคาง
      -  กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำมาก ๆ
      -  งดอาหารเสริมหรือยาที่มีคุณสมบัติเรื่องการแข็งตัวของเลือด ทั้งนี้คุณจำเป็นต้องแจ้งรายละเอียดแก่แพทย์ถึงยาและอาหารเสริมรวมทั้งสมุนไพรที่คุณรับประทานอยู่
      -  กินอาหารให้พออิ่มก่อนเข้ารับการศัลยกรรม เพราะหลังการศัลยกรรมแล้วมักกินอะไรไม่ได้มาก
      -  แปรงฟัน บ้วนปากให้สะอาด ก่อนเข้ารับการผ่าตัด

      ขั้นตอนศัลยกรรมเสริมคาง
      1. แพทย์จะทำการวัดสัดส่วนขนาดของคางเดิม และ ใบหน้าโดยรวมเพื่อดีไซน์คางใหม่ให้รับกับใบหน้า
      2. แพทย์จะทำการเหลาซิลิโคนตามที่วัดไว้
      3. ทำความสะอาดใบหน้าและบริเวณคางและบริเวณช่องปาก
      4. ฉีดยาชาในส่วนของคางทั้งหมด
      5. ทำการเปิดแผลแล้วแต่วิธีว่าเปิดภายในหรือภายนอก
      6. แพทย์จะทำการเปิดช่องว่างเพื่อใส่ซิลิโคนเข้าไปตามตำแหน่งที่วัดไว้
      7. เมื่อตรงตามตำแหน่งแล้วแพทย์จะทำการเย็บปิดบาดแผล รวมถึงชั้นกล้ามเนื้อด้วย

      ความเสี่ยงในการศัลยกรรมเสริมคาง
            -  ริมฝีปากรู้สึกชา เนื่องจากมีแผลผ่าตัดอยู่ด้านในริมฝีปากล่าง ซึ่งอาการจะค่อย ๆ บรรเทาลงเองเมื่อเวลาผ่านไปคางและบริเวณรอบ ๆ มีอาการบวม เจ็บ การรับความรู้สึกที่บริเวณคางเปลี่ยนไป อาจเป็นได้ทั้งเพียงชั่วคราว หรือเกิดขึ้นถาวร
          -  ซิลิโคนเลื่อนออกจากตำแหน่ง อันเกิดจากการกระทบกระเทือนที่บริเวณใบหน้า
          -  เกิดการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด 

      การพักฟื้นหลังศัลยกรรมเสริมคาง
              -  ในกรณีที่แผลผ่าตัดอยู่ภายในช่องปาก หลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรกินอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เพื่อลดการกระทบกระเทือนของบาดแผล และบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำเกลือทุกครั้งหลังกินอาหาร เพื่อไม่ให้เศษอาหารไปติดที่ปากแผล หรือเกิดการติดเชื้ออักเสบในกรณีช่องปากไม่สะอาด
            -  อาการปวดบวมที่บริเวณแผลสามารถเกิดขึ้นได้ใน 3-4 วันหลังการผ่าตัด แต่หากปวดมากผิดปกติควรกลับไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวดลดอักเสบ รวมถึงจ่ายยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันอาการติดเชื้อด้วย แต่หากเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาให้นำซิลิโคนออกได้
            -  นอนในท่ายกศีรษะสูง ให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ไม่คั่งอยู่ที่บาดแผล
            -  งดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนที่บริเวณใบหน้า
            -  สามารถกลับไปทำกิจกรรมเบา ๆ ตามปกติได้ภายใน 5-7 วัน

      การดูแลหลังศัลยกรรมเสริมคาง
              -  ประคบเย็นประมาณ 2-3 วัน เพื่อลดอาการบวม
             -  นอนศีรษะให้สูงเพื่อลดอาการบวม
             -  อย่ายิ้มบ่อยอาจทำให้แผลปริได้
             -  หากต้องการทาลิปสติกแนะนำให้ใช้หลัง 1 สัปดาห์
             -  งดอาหารเผ็ดมากและอาหารที่จำเป็นต้องเคี้ยว
             -  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
             -  ห้ามใช้ลิ้นดุนหรือใช้มือดึงไหมในปากเพราะไหมเป็นไหมละลาย
             -  ระวังคางกระแทก
             -  งดใช้เสียงหลังจากเสริมคางไป2 วัน
             -  พลาสเตอร์ปิดแผลนำออกได้หลังจากผ่าตัด 5 วัน
             -  แพทย์จะนัดตรวจแผล 1 เดือนหลังจากการผ่าตัด

  • ศัลยกรรมปาก (Lip Surgery)

    • การศัลยกรรมปาก   ช่วยตกแต่งริมฝีปากบนที่ค่อนข้างหนา หรือแก้ไขปากที่มีรูปทรงไม่สวยงาม ให้ดูน่ารักมีกระจับเป็นรอยหยักที่ดูเซ็กซี่มีเสน่ห์ ริมฝีปากดูอวบอิ่ม ดูเย้ายวนเซ็กซี่น่าหลงใหล ใช้เวลาทำน้อย ค่าใช้จ่ายไม่สูง ซึ่งริมฝีปากที่สวยนั้น ริมฝีปากบนจะต้องบางกว่าริมฝีปากล่างครึ่งหนึ่ง ปากจะต้องเป็นทรงกระจับ ทำให้รูปปากดูเข้ากับรูปหน้า การศัลยกรรมปากต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เนื่องจากต้องใช้ความประณีตและฝีมืออย่างมากเนื่องจากมีความละเอียดอ่อนมากเนื่องจากบริเวณปากมีเส้นประสาทและเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก

      ขั้นตอนการผ่าตัดริมฝีปาก
               ขั้นตอนการผ่าตัดริมฝีปากทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง
             1.  แพทย์จะเริ่มด้วยการฉีดยาชาในบริเวณรอบริมฝีปาก และยานอนหลับชนิดอ่อนเพื่อลดอาการเจ็บและลดความกังวล
             2.  แพทย์ระเริ่มตัดริมฝีปากที่เป็นส่วนเกินไปตามแนวของริมฝีปากทำให้ปากบาง
             3.  เย็บด้วยไหมละลายตามแนวที่ตัดไปโดยรอยไหมจะถูกซ่อนไว้ด้านในเหมือนแผลหายไหมก็จะหายไปเนื่องจากเป็นไหมละลาย

      การดูแลรักจากผ่าตัดริมฝีปาก
             1.  ในช่วง 3 วันแรกควรนอนหมอนสูงเพื่อบรรเทาอาการปวด
            2.  ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ
            3.  บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ การบ้วนปากนั้นจะช่วยสมานแผลและเป็นการล้างแผลไปด้วยในตัว
            4.  ห้ามรับประทานอาหารรสจัด
            5.  เมื่อแผลแห้งสนิทให้ทำการนวดปาก โดยการใช้นิ้วคลึงเพื่อลดการตึงของแผล
            6.  ขยันทาลิปมันเพื่อให้ปากชุ่มชื่นตลอดเวลา
            7.  ช่วงเวลา 1 เดือนอย่าฉีกยิ้มบ่อยเพื่อกันแผลฉีก
            8.  หลีกเลี่ยงกิจกรรมกระทบกระเทือนทุกชนิดเป็นเวลา 2 อาทิตย์

                หลังจากที่ทำการศัลยกรรมมาจะเกิดบาดแผลของรอยผ่าตัด และรอยเย็บต่าง ๆ ซึ่งการทำศัลยกรรมปากกระจับนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ หลังจากที่ทำศัลยกรรมใน 1-3 วันแรก ปากจะค่อนข้างบวมช้ำและแดง จึงทำให้ปากมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ เนื่องจากยังมีอาการอักเสบของฝีเย็บบริเวณริมฝีปากอยู่ และจากนั้นเมื่อผ่านไป 1-2 สัปดาห์ อาการบวมและอักเสบของริมฝีปากจะค่อย ๆ ลดลงจนเป็นปกติและสวยงามเป็นทรงประจับในที่สุด จำเป็นจะต้องดูแลรักษาอย่างถูกต้องและถูกวิธี ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

            -  ประคบเย็นอย่างต่อเนื่องใน 3 วันแรกและให้พักผ่อนให้มากที่สุด ด้วยการนอนหนุนหมอนสูง จากนั้นจึงนำผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบบริเวณรอบปากหรือช่วงแก้ม หลีกเลี่ยงการประคบบริเวณรอยแผล เพื่อป้องกันอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นได้
            -  รักษาความสะอาดบริเวณริมฝีปากและช่องปากอยู่เสมอ ด้วยการแปรงฟันอย่างเบามือ หรือใช้น้ำเกลือแทนน้ำยาบ้วนปากเมื่อรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารตกค้างสะสมจนทำให้แผลติดเชื้อ
            -  งดกิจกรรมที่จะทำให้แผลกระทบกระเทือน เช่น การขยับริมฝีปากกว้าง พูด หรือหัวเราะมากจนเกินไป การสัมผัสจับริมฝีปาก การเคี้ยวอาหารที่มีความแข็งและเหนียว เล่นกีฬา และที่สำคัญยังควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 1-2 เดือนอีกด้วย
            -  รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และทำตามคำแนะนำของแพทย์ให้ครบและหมดภายในระยะเวลาที่ได้กำหนด

  • ศัลยกรรมตาสองชั้น (Double Eyelid Surgery)

    • ศัลยกรรมตาสองชั้น สามารถช่วยแก้ไขปัญหาดวงตาแบบต่าง ๆ ให้กลับมาสวยคมสดใสขึ้นได้ง่าย ๆ จึงทำให้ผู้หญิงสมัยใหม่หันมานิยมและสนใจการทำศัลยกรรมตาสองชั้นกันมากยิ่งขึ้น แต่ก่อนจะตัดสินใจทำศัลยกรรมตาสองชั้นหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าควรจะเลือกทำตาแบบไหนหรือวิธีใดถึงจะเหมาะกับตัวเอง รวมถึงยังสงสัยว่าแท้จริงแล้วการทำตาสองชั้นนั้นมีกี่แบบ คนส่วนใหญ่ มักคิดว่าการทำศัลยกรรมตาเป็นการศัลยกรรมง่ายๆ แต่หากพิจารณาดูถึงตอนการทำศัลยกรรมโดยออกมาเข้ากับใบหน้าโดยรวมนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ความละเมียดละไมเป็นอย่างยิ่ง และต้องเลือกรูปแบบและวิธีที่เหมาะสม

      การศัลยกรรมตาสองชั้น มีหลากหลายวิธี ดังนี้
                  1.  กรีดหนังตา เป็นการทำตาสองชั้นที่เหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อบริเวณหนังตามากหรือมีไขมันใต้เปลือกตาเยอะ ด้วยวิธีการกำหนดตำแหน่งของชั้นตาที่สวยเหมาะกับรูปตาทั้งสองข้างของแต่ละคน แล้วใช้มีดผ่าตัดกรีดเปิดหนังตาตั้งแต่บริเวณหัวตาไปจนถึงหางตา รวมถึงทำการตัดหนังหรือไขมันออกบางส่วน แล้วเย็บแผลที่กรีดออกให้ติดกัน จะทำให้ดวงตาดูโตขึ้น เนื่องจากเปลือกตาถูกยกขึ้นสูงกว่าเดิมประมาณ 1-2 มิลลิเมตร 
                  2.  เย็บชั้นตา โดยไม่ต้องกรีดหนังตา นับเป็นวิธียอดนิยมและเหมาะกับคนที่มีลักษณะตาชั้นเดียวที่มีไขมันบริเวณเปลือกตาไม่มากและมีหนังตาที่ไม่ตกหย่อนมากเกินไป โดยใช้วิธีเจาะเปลือกตาให้เป็นรูโดยไม่ต้องกรีดตาให้เกิดเป็นแผลยาว แล้วจึงทำการเย็บปมไหมไปตามแนวเส้นที่ได้กำหนดไว้ประมาณ 1-4 จุดขึ้นไป เมื่อทำตาสองชั้นเสร็จเรียบร้อยจะมีอาการช้ำบวมเพียงเล็กน้อย แต่สามารถออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น เมื่อผ่านไป 1 เดือน แผลจะเริ่มยุบตัวและเปลือกตาจะเริ่มเข้าเป็นตาสองชั้นที่สวยได้รูปมากยิ่งขึ้น
                 3.  เย็บเปลือกตาด้านใน  อีกหนึ่งวิธีการศัลยกรรมที่นิยมทำมานานหลายสิบปี โดยใช้วิธีการกำหนดความสูงของชั้นตาให้เหมาะสมกับแต่ละคนและวัดปริมาณของหนังตาที่จะตัดออก แล้วจึงทำการผ่าตัดหนังตาบนออก ไปพร้อม ๆ กับการนำเอาไขมันบางส่วน จากนั้นจึงเย็บเปลือกตาให้ติดกับกล้ามเนื้อตามแนวชั้นตาของแต่ละคน เหมาะกับสาวสูงวัยที่มีหนังตาเยอะหรือมีหนังตาบนตกมาก ซึ่งวิธีจะช่วยลดปัญหาตาตก ยกดวงตาให้กลมโตสดใสและดูสวยคมชัดมากยิ่งขึ้น แต่จะอยู่ได้นานเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นชั้นตาอาจหลุดหรือผิวหนังบริเวณดวงตาอาจหย่อนคล้อยลงมาเหมือนเดิม 
                  4.  การดูดไขมัน  นับเป็นทางเลือกหนึ่งในการศัลยกรรมตาสองชั้นที่เจ็บตัวน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ เลยทีเดียว สำหรับการศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยการดูดไขมัน โดยการใช้เทคนิคเจาะรูเล็ก ๆ เข้าไปที่เปลือกตาบนประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เพื่อเอานำไขมันส่วนเกินออก จากนั้นจึงทำการเย็บหนังตาบนกับกล้ามเนื้อตา ทำให้เกิดเป็นตาสองชั้นและสร้างมิติให้กับชั้นตาดูสวยโดดเด่นได้มากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นวิธีที่ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นและไม่เกิดการบวมช้ำบริเวณหนังตา วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีดวงตาที่มีไขมันมากหรือเนื้อตาที่ค่อนข้างเยอะ และผู้ต้องการทำตา 2 ชั้นให้ดูสวยเป็นธรรมชาติ 
                  5.  เลเซอร์ การทำตาสองชั้นด้วยวิธีการเลเซอร์นั้น จะมีลักษณะที่คล้ายกับวิธีกรีดหนังตาด้วยมีดผ่าตัด แต่การใช้เครื่องมือเลเซอร์นั้นจะช่วยลดการกระทบกระเทือนได้น้อยกว่าและลดอาการบวมอักเสบหลังผ่าตัดได้น้อยกว่าน้ำหนักมือและการใช้มีดผ่าตัด นอกจากนี้การเลเซอร์ตาสองชั้นยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้เปลือกตาดูเรียบเนียน สดใส และมีความตึงกระชับมากยิ่งขึ้น 

      ขั้นตอนการทำตาสองชั้น
      1. ทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาที่จะทำการผ่าตัด แพทย์จะฉีดยาชาบริเวณหนังตาหรือในบางกรณีจะให้ทานยาเพื่อคลายความกังวล
      2. แพทย์จะทำการแบ่งชั้นผิวตาตามที่ได้คุยกันไว้ว่าอยากได้ประมาณไหนหากบริเวณหนังตามีไขมันส่วนเกิน ก็จะต้องตัดในส่วนนั้นออก
      3. มีดหรือเซอร์ที่กรีดลงไปจะมีขนาดความสูงประมาณ 5 มม. หากต้องการชั้นตาที่ใหญ่กว่านั้นก็อาจจะมีขนาดใหญ่กว่า จากนั้นทำการเย็บกล้ามเนื้อบริเวณที่ยกเปลือกตา จากนั้นดึงพับขึ้นเกิดเป็นตา 2 ชั้นขึ้นตามต้องการ
      4. แพทย์จะให้ทำการพักเพื่อให้ฤิทธิ์ยาคลายและดูบาดแผลว่ามีผิดปกติอะไรหรือไม่จากนั้นก็กลับบ้านได้

      คำแนะนำหลังการผ่าตัดตาสองชั้น
      1. ในช่วง 3 วันแรก ทำการประคบเย็นรอบๆดวงตา หน้าผาก
      2. นอนให้ศีระษะอยู่สูงในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อบรรเทาอาการบวม
      3. วันหลังจากการผ่าตัดให้ ทาขี้ผึ้งเคลือบบริเวณเปลือกตาตามแพทย์สั่ง
      4. หลัง 24 ชั่วโมงล้างหน้าเบาๆ ด้วย สบู่อ่อน
      5. ทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาโดยการใช้สำลีก้อนชุบน้ำต้มสุกเช็ดเบาๆ แล้วทายา ตาที่แพทย์สั่ง
      6. แพทย์ตัดไหม 14 วันหลังการผ่าตัด
      7. หากท่านเป็นคนที่จำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ตลอดเวลาแนะนำในช่วงแรกให้ใช้แว่นสายตา
      8. อย่าเอามือสกปรกขยี้ตาเด็ดขาด
      9. พยายามลืมตาบ่อยๆเพื่อให้ชั้นตาเข้าที่

      ผลข้างเคียงของการทำตาสองชั้น
          -  อาการฟกช้ำแน่นอนว่าการผ่าตัดทำตาสองชั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น หากดูแลอย่างถูกต้องรอยฟกช้ำเหล่านี้ก็จะหายไปในเวลา 2-3 อาทิตย์
          -  อาการปวดอาจจะพบว่ามีอาการปวด อย่าตกใจ รับประทานบรรเทาอาการปวดและยาฆ่าเชื้อตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอก็จะบรรเทาอาการได้